วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

วีซ่ากับโรคไตระยะ3 ก่อนเข้าระยะสุดท้าย


วีซ่ากับโรคไตระยะ3 ก่อนเข้าระยะสุดท้าย




           ลูกแม่เป็นวีซ่าเป็นสาวน้อยพันธ์ปอมเมอราเนียน  อายุ 13 ขวบ เสียชีวิตเมื่อ 17 มีนาคม 2561 เมื่อเดือนเมษายน ปี 2560 วีซ่ามีอาเจียนแบบน้ำลายออกมา ไม่ยอดทานอาหารทุกสิ่งทุกอย่าง จนต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาล ตรวจเลือด เอกซ์เรย์ จนพบว่า ค่าเกลือแร่ในร่างกายไม่ปกติ  ค่าไตสูง ค่ากรดในเลือดสูงจากของเสียคั่งในเลือด ปากวีซ่าจะมีกลิ่นอะซิโตน ซึ่งเป็นกลิ่นเฉพาะตัว  หมอระบุว่าเป็นไตวายระดับ3  วีซ่าจำเป็นต้องนอนที่โรงพยาบาล เพื่อให้น้ำเกลือ ปรับค่าไต  ลดการคลื่นไส้อาเจียน ผ่านไป 2 สัปดาห์ของการรักษา แต่ไม่มีท่าทีการอาเจียนจะลดลง  ในสัปดาห์ที่ 2 หมอระบุเพิ่มเติมว่า วีซ่ามีการอักเสบของตับอ่อน ซึ่งเป็นโรคที่แทรกขึ้นมา  ยาทุกตัวในโรงพยาบาลไม่สามารถควบคุมอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้เลยตั้งแต่วันแรกที่เข้าโรงพยาบาลรวม 2 สัปดาห์  แต่มีอจ.แพทย์ท่านหนึ่งเป็นอจ.แพทย์ที่โรงพยาบาลเกษตรที่มาตรวจคลินิกพิเศษด้านหัวใจแนะนำว่าควรใช้ยาตัวนี้ Serenia เพื่อลดอาการอาเจียน  ซึ่งตอนนั้นโรงพยาบาลแห่งนี้ไม่มี!!! 


หลังจากนั้นขอเปลี่ยนที่รักษา คิดว่าอยู่ที่นี้มีแต่3 วันดี 4วันไข้ เป็นแบบนี้ต่อไปวีซ่าคงไม่ไหว ซึ่งไม่ใช่ว่าโรงพยาบาลนี้รักษาไม่ดีนะคะ แต่เพียงแค่ไม่มียาตัวนี้เท่านั้นเอง
และที่ตามมา ค่าใช้จ่ายที่วีซ่าไปนอนรักษาที่โรงพยาบาลนี้ใน2 อาทิตย์ รวมแล้วคนจ่ายสาหัสเลยทีเดียว (คืนละ 5,000-10,000฿) แต่เชื่อว่าหลายคนน่าจะคิดเหมือนว่า  หากว่าต้องจ่ายแพงก็ขอให้หายจริงๆ ซึ่งมี๊ยอมเอาเงินซื้อชีวิตยื้อเวลาของวีซ่าให้นานที่สุด
สภาพภายในร่างกายวีซ่า
สภาพภาพภายนอกร่างกายวีซ่า
😭 ขนร่วง 
😭 คลื่นไส้ อาเจียนกินไม่ได้ ซึม แต่ยังเห่าได้บ้าง
😭 ถ่ายสีดำเหลว แต่ไม่ชัก 

       นึกถึงแล้ว สงสารจับใจ เครียด งานการแทบไม่ได้ทำเลยคะ  แต่พวกเราไม่เคยสิ้นหวัง สู้ทั้งน้ำตา เพราะแววตาวีซ่าเข้มแข็งมาก  ตอน2ทุ่มมุ่งตรงไปที่รพ.เกษตร เพื่อขอให้รพ.เกษตรช่วยฉีดยาลดอาการคลื่นไส้อาเจียน   เมื่ออาเจียนลดลง  ส่งผลให้วีซ่ากินได้  เมื่อกินได้ค่าเกลือแร่ในร่างกายสมดุล  เมื่อร่างกายสมดุล  ค่ากรดในเลือดปกติไม่คั่งค้างในร่างกาย ทุกอย่างจะลงตัว และปรับยาทุกอย่างเป็นยากิน  แค่นั้นเองที่ต้องการ





        เมื่อเวลา 3 ทุ่ม ถึงรพ.เกษตร ได้รับการตรวจแต่ รพ.เกษตรไม่มียา Serenia เครียดเลย จะทำอย่างไรดี  หมอที่เกษตรบอกว่า อันนี้เป็นยามนุษย์  ยาสัตว์ยังไม่มี...เอ้ย!!! แล้งงัยละเนี่ย ไม่มีเตียงนอน ไม่มียาให้วีซ่า  อีกทั้งคิวรอนอนที่โรงพยาบาลเกษตรเป็น 10 ตัว  
       สู้คะ!!! โทรขอซื้อยาจากโรงพยาบาลมนุษย์ชั้นนำของประเทศที่โรงพยาบาล ปรากฎมีของคะ  แต่ขายให้สุนัขไม่ได้   มี๊ทำทุกทางแล้วนะวีซ่า  อย่าให้บรรยายความรู้สึกตอนนั้นเลย  ตอนนี้รู้ว่า..การรอความตายที่ยังไม่เตรียมพร้อม...มันเป็นอย่างไร 
        แต่อะไรก็ไม่รู้...นึกถึงโรงพยาบาลเอกชน5ดาวแถวเลียบด่วนรามอินทราขึ้นมา ไม่เคยไปใช้บริการเลยคะ  รีบหาเบอร์ในกูเกิ้ล โทรไป3ทุ่มกว่า  เดชะบุญของวีซ่าโดยแท้ โรงพยาบาลแห่งนี้มียา Serenia  ซึ่งตอนนั้นหมอเจ้าของโรงพยาบาลกำลังปิดโรงพยาบาล   แต่หมอก็นั่งรอวีซ่าปอมเมอราเนียนตัวหนึ่งที่กำลังจะตายเพื่อจะฉีดแก้อาเจียนตัวนี้ จากนั้นกลับบ้านไปนอน จากที่ซึมเศร้าจากการนอนโรงพยาบาลเดิมมา2 สัปดาห์ วีซ่าได้กลับถึงบ้านร่าเริงแจ่มใสมาก หลับสบายทั้งคืนไม่อาเจียนอีกเลย  
          เช้าวันต่อมา หยุดงานพาวีซ่าไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล5ดาวแถวเลียบด่วนรามอินทรา ตรวจเลือด คาสายให้น้ำเกลือไว้  ป้อนยา ฉีดยาเอง  ป้อนอาหารไตเหลว ไป-กลับทุกวัน คือเช้าไปส่งวีซ่าที่โรงพยาบาล   เย็นไปรับกลับทุกๆวัน จนหยุดให้น้ำเกลือ  อาการดีขึ้นตามลำดับ จากมาพบแพทย์ทุกสัปดาห์  ก็เปลี่ยนมาพบทุก2สัปดาห์  จนกระทั่ง 1 เดือนต่อครั้ง
         ยาที่ได้รับมีการปรับขนาดยาตามค่าไต ค่าเลือด  ในทุกครั้งที่พบแพทย์ 

ยาที่วีซ่าได้กิน 
1.Sangobian บำรุงเลือด
2.Benazepri ลดความดัน
3.Omeprazole ลดกรดในกระเพาะ
4.Lanthanum Carbonate จับฟอสฟอรัสในอาหาร
5.Folic acid


        กลับบ้านไป นอกจากวีซ่าจะมียากินเช้า กลางวัน  เย็น แล้ว วีซ่าต้องให้น้ำเกลือทุกเช้าทางผิวหนัง  150ซีซี ทุกวัน เป็นเช่นนี้เรื่อยมา  แต่แม้สภาพร่างกายภายนอกจะสมบูรณ์ ขนกลับมาอีกครั้ง  แต่สภาพไตที่มองไม่เห็นกลับแย่ลงตามลำดับ ในระยะเวลา 1 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เราได้ใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้ง ป้อนข้าว ป้อนยา  เพราะวีซ่าไม่ชอบกินอาหารไตเม็ดแข็ง ทั้งสูตรปกติ หรือ ทั้งสูตรซีเล็ค  เคยให้กินยี่ห้ออื่นแล้ว น้องปฎิเสธ แต่วีซ่ายอมกินอาหารไตเหลวสูตรปกติยี่ห้อนี้ที่สุด แต่ต้องปั่นเหลวแล้วป้อนด้วยไซริงค์  ขนาดชอบที่สุดแล้วแต่ด้วยสภาวะโรคไต วีซ่าจึงไม่ค่อยอยากอาหาร แม่เลยจำเป็นต้องป้อนแกมบังคับ


วีธีการปั่นเหลวในสไตล์วีซ่า
1.อาหารไต ของ Royal Canin 1 กระป๋อง ใส่เครื่องปั่น 
2.น้ำ 200-250 ซีซี  เพื่อให้มีความเหลวที่พอดี แบ่งกินวันละ2 มื้อได้ 3 วัน  
3.นำอาหารไตที่ปั่นเหลวแล้ว หุ้มถึงพลาสติก ใส่ตู้เย็น 
3.โดยใช้Syringe 5- 10ซีซี ดูดได้ ใส่ข้างปากวีซ่า  
4.ในมื้อต่อไป แบ่งส่วนที่ต้องการกิน นำไปเข้าไมโครเวฟ


วีธีการให้น้ำเกลือใต้ผิวหนัง
1.เตรียมอุปกรณ์  ต่อสายน้ำเกลือให้พร้อม
1.1 เข็มฉีดยา  No.18 สำหรับให้น้ำเกลือใต้ผิวหนัง
1.2 สายน้ำเกลือ ที่ไล่ฟองอากาศในระบบสายเรียบร้อยแล้ว
1.3 Alcohol Pad สำหรับเช็ดผิวหนังจุดที่จะแทงเข็มเพื่อกำจัดเชื้อโรค
1.4 ลำลีแห้งปราศจากเชื้อ เพื่อกดหยุดเลือดหลังถอนเข็มฉีดยา
1.5 0.9% Normal Saline ที่มาร์คปริมาณที่จะให้น้ำเกลือต่อครั้ง (150ซีซี)
1.6 เสาน้ำเกลือ


2. จัดท่านอนตะแคง หรือ นอนคว่ำ ตามที่วีซ่าถนัด  มีการปลอบ กอด นวด หอม  เป็นการให้วีซ่าผ่อนคลาย เพราะทุกครั้งที่ให้น้ำเกลือ วีซ่าจะเดินหนีตลอด รู้เลยว่าวีซ่าไม่ชอบ วีซ่าเจ็บ แต่มันจำเป็นนะลูกเพื่อยืดชีวิตวีซ่านะ
3.หาตำแหน่งให้น้ำเกลือ ซึ่งจะเลือกบริเวณต้นคอที่มีชั้นผิวหนังที่หนา ดึงขึ้นมาให้เกิดช่องระหว่างชั้นผิวหนังและชั้นกล้ามเนื้อ
4. แทงเข็มให้พอดี ช่องว่างชั้นใต้ผิวหนัง ไม่เลยไปชั้นกล้ามเนื้อ จากนั้นปล่อยให้ผิวหนังกลับสู่สภาพปกติ ปล่อยน้ำเกลือให้ไหลอย่างรวดเร็ว  จนครบ 150ซีซี ตามคำสั่งแพทย์  ผิวหนังหลังได้น้ำเกลือจะเป็นก้อนๆ ช่วงเที่ยงๆจะยุบตามปกติ
5. ปิดสายน้ำเกลือ และถอนเข็มออกจากผิวหนัง นำสำลีแห้งปราศจากเชื้อมากดเพื่อหยุดเลือด ในกรณีมีเลือดออกให้กดจนเลือดหยุดไหล  หากไม่พบว่ามีเลือดออกสามารถหยุดกดได้เลย
6.เปลี่ยนเข็มทุกครั้งที่ให้น้ำเกลือ และ เปลี่ยนสายให้น้ำเกลือเมื่อน้ำเกลือหมดขวดไปพร้อมๆกันทั้งชุด
          ตลอด 1 ปีหลังวีซ่ากลับบ้าน  พวกเราเตรียมความพร้อม พาวีซ่าไปทำสังฆทานบ่อยๆ เปิดบทสวดมนต์ และพูดอวยพรให้วีซ่าไม่เจ็บปวดสุขสบายจนวาระสุดท้ายของชีวิตในทุกครั้ง พาวีซ่าไปเที่ยว  พาวีซ่าทำกิจกรรมหลายๆอย่าง 


              สัปดาห์ก่อน วันเสาร์ที่17 มีนาคม 2561  มี๊พาวีซ่าขนฟูตัวเหม็นไปอาบน้ำที่ร้านประจำ   มี๊หยุดงานดูแลวีซ่าทั้งสัปดาห์ โดยไม่รู้ว่าวีซ่าจะต้อง..... และพอถึงว้นเสาร์ที่17 มีนาคม  มีนัดพบหมอพอดี 
              คืนวันศุกร์ที่ 16 มีนาคม 2561 ปกติวีซ่านอนเตียง  เวลาปวดฉี่ อึ  วีซ่าจะเห่าเสียงแหลมเล็กๆ บอกให้อุ้มลงจากเตียง คืนนี้ก็เช่นกัน  พออุ้มลงจากเตียงแล้ว วีซ่าไปฉี่ และวีซ่าคงอยากนอนข้างล่าง ไม่ได้เห่าเรียกจนถึงเช้าเช่นปกติ (บางทีวีซ่าจะไม่ขอขึ้นเตียงคนแต่ไปนอนที่นอนตัวเอง)  ใครจะคิดว่าวีซ่าจากไปอย่างสงบ ไม่มีวันย้อนกลับมาอีกแล้ว ในเช้ามืดวันที่ 17 มีนาคม 2561   น้ำตาไหลโดยไม่ต้องร้องไห้  ใครเคยไหม..ร้องไห้ไม่มีเสียงร้อง  
          มี๊ดีใจที่วีซ่ามีเวลาให้มี๊เตรียมพร้อมเพื่อหนู เพื่อตัวแม่เองเป็นเวลา1 ปี  ขอบคุณเวลา 13 ปีที่ผ่าน  แม่ไม่เคยคิดว่าวีซ่าเป็นหมาแก่เลย  วีซ่าคือเด็กน้อยของแม่เสมอ  แล้วเราจะได้เจอกัน  อย่าลืมแม่นะวีซ่า




ภาพวีซ่า ปอมจรวด2000ปีแสงของแม่ 
(หน้ายาวเลยมีฉายาว่าปอมจรวด)
ป้าวีซ่า สุดยอดดวงใจของมี๊

วันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

5 วิธี ฝึกสุนัขให้ปัสสาวะถูกที่ถูกทาง

5 วิธี ฝึกสุนัขให้ปัสสาวะถูกที่ถูกทาง
เอ๊ะ!!!  ทำอะไร
ยกขาฉี่ทุกวัน บ้านเลอะฉี่หมดแล้ว !!!


                   เชื่อว่าหลายบ้านประสบปัญหาเรื่องฉี่ ไม่เป็นที่เป็นทางของสุนัขในบ้าน โดยเฉพาะสุนัขตัวผู้ สร้างความเหนื่อยหน่าย ในการสอนสุนัข เพราะ สอนไปหลายร้อยทีก็ไม่จำ  และมีกลิ่นปัสสาวะฉุนๆ ติดตามมุมบ้าน  เฟอร์นิเจอร์บ้าน  ผ้าม่าน ขาเก้าอี้ ขาโต๊ะ  (ในกรณีขาโต๊ะเป็นแบบอะลูมิเนียม สีเคลือบจะกร่อน ลอกหลุด เกิดสนิม จากด่างของปัสสาวะ และ ถ้าเป็นกรณีขาโต๊ะไม้ จะพบว่าปัสสาวะไปฝังในตัวเนื้อไม้ เกิดกลิ่นฉุนสะสม ยากต่อการล้างออก และบางตัวชอบไปกัดแทะขาโต๊ะที่มีกลิ่นปัสสาวะนั้นอีกด้วย ) 
             
มีสุนัขยกขาฉี่ไม่ตรงที่ตรงทางอยู่ 2 แบบ

แบบที่ 1 สุนัขยกขาฉี่วันละเป็นสิบๆ แต่ฉี่ครั้งละน้อย กว่าจะหมดกระเพาะปัสสาวะ  ตายๆๆๆๆ  ไม่ใช่สุนัขตายคาบ้านนะคะ....คนเช็ดถูบ้านเหนื่อยตายก่อนสุนัขแน่นอน  สุนัขบางตัวฉี่น้อยมากจนเราอาจจะไม่รู้เลยว่า....นางยกขาฉี่ไว้ตรงไหน เลยทำให้เราพลาดการเช็ดคราบฉี่ออก จนตัวฉี่ กลิ่นฉี่ ไปสะสมที่ตรงเฟอร์นิเจอร์ไม้ หรือ เฟอร์นิเจอร์อะลูมิเนียม เหล็ก เป็นต้น หรือบางสุนัขตัวฉี่จนหมดกระเพาะปัสสาวะแล้วยังยกขาฉี่ไปเรื่อยๆก็มี (ขอเรียกเองว่า  ฉี่ลม)

แบบที่ 2 สุนัขยกขาฉี่น้อยครั้งต่อวัน แต่ฉี่ครั้งละจำนวนมาก ซึ่งก็สร้างปัญหาให้ผู้ดูแลเช่นกัน


ทำไมสุนัขตัวผู้ชอบยกขาฉี่

           การยกขาฉี่นั้นเป็นลักษณะพฤติกรรมได้รับอิทธิพลจากฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน  และสุนัขจะทำให้กลิ่นฉี่ของตนเองนั้นอยู่สูงขึ้นมาถึงระดับจมูกของสุนัขตัวอื่นๆ เพื่อบอกให้รู้ว่าบริเวณนั้นมีเจ้าถิ่นคุมอยู่แล้ว ขณะเดียวกันก็ยังเป็นการทำสัญลักษณ์ให้ตัวเอง เพื่อที่เวลาไปไหนมาไหนจะได้ไม่หลงทาง แถมยังเป็นการบอกเป็นนัยๆให้สุนัขตัวอื่นๆรู้ถึงสภาพทางเพศของมัน และขอบเขตอาณาจักรที่ครอบครองอยู่ นั่นคือทำให้สุนัขตัวเมียได้รู้ว่ามีตัวผู้เนื้อหอมอาศัยอยู่แถวนี้อีกด้วย และถ้าใครมีตัวผู้ 2 ตัว ขึ้นไป ได้ยกขาฉี่สร้างอาณาเขตทับกันทุกวันเป็นแน่แท้ หรือ สุนัขมีความรู้สึกกลัว ไม่มั่นใจ โดยเฉพาะเวลาต้องอยู่สถานที่ใหม่ ๆ ก็จะยกขาฉี่ไปทั่ว ๆ ห้อง เพื่อทำให้ห้องนั้นมีแต่กลิ่นของเขา ซึ่งจะทำให้เขารู้สึกมั่นใจมากขึ้นนั่นเอง


โดยส่วนใหญ่สุนัขตัวผู้ในการดูแลของท่าน เริ่มยกขาฉี่เมื่ออายุเท่าใด
โดยทั่วไปของสุนัขจะเริ่มยกขาฉี่เมื่อประมาณ 6-12 เดือน  ระยะเวลาช้าเร็วนั้นขึ้นอยู่กับสัญชาตญาณของสุนัขตัวนั้นๆ โดยมีปัจจัยกระตุ้นจาก
1.สุนัขตัวผู้รุ่นพี่ภายในบ้าน
2.มีตัวเมียที่เป็นสาวภายในบ้าน
3. สุนัขของท่านได้ไปพบปะเพื่อนสุนัขผู้ชายนอกบ้านหรือไม่
4.อื่นๆ


ดังนั้นหลายคนแก้ปัญหาในรูปแบบที่แตกต่างกัน  เช่นอะไรบ้าง แล้วถ้าเป็นตัวท่าน  ท่านเลือกวิธีใด

1. เริ่มสอนการฉี่
2.ใช้ผ้าคาดเอวสุนัข (Belly Band) หรือ ในประเทศไทยชอบเรียก โอบิ (ซึ่งสามารถเลี้ยงไว้ในบ้านได้สบายใจเลยทีเดียว)
3.ใช้อุปกรณ์ช่วยอื่นๆ เช่น สเปรย์ในการกลบกลิ่นปัสสาวะ เพื่อไม่ให้มาฉี่ซ้ำที่เดิม , แผ่นรองปัสสาวะกันน้ำซักได้ และอื่นๆ เป็นต้น
4.นำออกไปเลี้ยงนอกบ้าน (ถ้าเป็นสุนัขพันธ์เล็ก อาจจะอันตรายมากกว่าสุนัขพันธ์ใหญ่ได้  ซึ่งหลายท่านทำใจไม่ได้ รวมทั้งแอดมินเอง )
5.หลายบ้านยกให้บ้านอื่นไปเลี้ยงต่อไป  ( ไม่ใช่ทางแก้ไขปัญหา แต่เรียกว่าหนีปัญหา ซึ่งหลายท่านทำใจไม่ได้เช่นเดียวกับข้อ 4  รวมทั้งแอดมินเอง)


คลิ๊ก ผ้าคาดเอวสุนัขชาย แบบไม่ใช้ผ้าอนามัย


เราจึงรวบรวมคำตอบที่หลายคนอยากรู้ว่าทำอย่างไรไม่ให้น้องหมาอึหรือฉี่เรี่ยราด ดังนี้

1. สอนการฉี่อย่างเป็นระเบียบ จริงจัง  ใจเย็น และเจ้าของต้องให้เวลาในการสอนอย่างสม่ำเสมอ  เช่น การให้รางวัลเมื่อทำถูกต้อง  หรือ  ถ้าหากน้องหมาเริ่มมีพฤติกรรมยกขา ให้ดุทันทีด้วยน้ำเสียงที่ดัง หรือทำเสียงดัง เช่น เอากระดาษหนังสือพิมพ์ตีโต๊ะ) เพื่อดึงความสนใจของน้องหมาให้หยุดพฤติกรรมที่กำลังทำ
2. ใช้ผ้าคาดเอวสุนัข (Belly Band) คาดรอบตัวช่วงจุ๊ดจู๋สุนัขไว้  เพื่อป้องกันพื้นที่ดูแลสุนัขเปื้อนเลอะเทอะจากที่สุนัขยกขาฉี่  วิธีนี้สุนัขยังคงยกขาฉี่ได้เหมือนเดิม หรือบางตัวอาจยกขาฉี่ลดลงเล็กน้อย (แอดมินแนะนำผ้าคาดเอวแบบใช้ซ้ำ เพราะพฤติกรรมเช่นนี้อาจจะติดตัวสุนัขไปยาวนานพอสมควร)



คลิ๊ก ผ้าคาดเอวสุนัขชาย แบบไม่ใช้ผ้าอนามัย

3. สเปรย์กลบกลิ่น  เช่น กลุ่มพริกไทย  กลุ่มตะไคร้  กลุ่มมะกรูด เป็นต้น (ในส่วนตัวแนะนำกลุ่มออแกนนิค ตามธรรมชาติ เพื่อลดสารเคมีปนเปื้อนในพื้นที่ดูแลสุนัข  เพราะสุนัขจะชอบเลียตามพื้น ขนเท้า เป็นต้น)
4.แผ่นรองปัสสาวะ  มีทั้งแบบใช้แล้วทิ้ง  และ แบบใช้แล้วซัก  (ในส่วนตัวแนะนำ แผ่นรองปัสสาวะแบบใช้แล้วซัก  เพราะสามารถซักได้หลายร้อยครั้ง ประหยัดค่าใช้จ่าย แห้งเร็ว นิ่ม  ไม่เป็นเจล กินได้ไม่เป็นพิษต่อตับ (แต่ไม่ควรกิน)  ถ้าหากสุนัขกินแผ่นรองปัสสาวะแบบใช้แล้วทิ้งซึ่งมีสภาพเป็นเจล พองน้ำ ขยายตัว ซึ่งเจลนี้จะก่อให้เกิดพิษต่อตับได้
คลิ๊ก ผ้ารองปัสสาวะกันน้ำซักได้

5. จำกัดบริเวณสุนัขในคอกที่เหมาะสม ไม่แคบเกินไป ในช่วงที่เจ้าของออกไปทำงานนอกบ้าน  เพื่อลดภาระในการจัดการบ้านเลอะเทอะจากปัสสาวะ  


กั้นคอก จำกัดพื้นที่ให้เหมาะสม

พอกลับมาค่อยพาสุนัขไปฉี่นอกบ้าน  หลังฉี่นอกบ้านเรียบร้อยแล้ว ให้เจ้าของชื่นชมและให้รางวัลเป็นของกินเล่น (Snake) และคาดผ้าคาดเอว (Belly Band) พร้อมเข้ามาวิ่งเล่นในบ้านต่อไป  พร้อมเตรียมผ้ารองปัสสาวะและอุจจาระในบ้านเผื่อไว้ 1 แผ่น หากพบว่ายังยกขาฉี่ ให้ใช้เทคนิคดุเสียงดังทันทีและเอากระดาษหนังสือพิมพ์ตีพื้นหรือโต๊ะในทันที ซึ่งต้องฝึกอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

               นอกจะแก้ปัญหาด้วยการปรับพฤติกรรมแล้ว "การทำหมัน"  ก็ยังเป็นการช่วยลดพฤติกรรมสเปรย์ฉี่ในน้องหมาตัวผู้ได้ถึง 50 % เลยทีเดียว ซึ่งนอกจากจะช่วยลดพฤติกรรมการยกขาฉี่แล้วยังมีผลดีต่อสุขภาพน้องหมาอีกด้วย

กรณีสุนัขช่วยเหลือตนเองไม่ได้  ขาหลังไม่มีแรง ฉี่กระปริดกระปรอย แนะนำให้ไลน์ Admin โดยตรงที่  ID Line : 0616919192
เนื่องจากเคสเหล่านี้ ต้องใช้ควบคู่กับสายเอี๊ยมสัตว์เลี้ยงปรับระดับได้




และ น้ำยาควบคุม ปรับพฤติกรรมที่ลิงค์ด้านล่างนี้ 😁

Do not hesitate. Please DM to admin. 
Nice to service you all.🥰

Contact at   T.090-8907733

Shoppee>>> shopee.co.th/puppylovethailand

ลาซาด้า >>> https://s.lazada.co.th/s.9CuKN

Tiktok >>> Puppy Love Thailand

Line shop >>> https://shop.line.me/@txh4490r

Line ID >>>   https://line.me/ti/p/xNS5NcNrkk

Line ID >>> 0616919192

                                         https://line.me/ti/p/xNS5NcNrkk





วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ช่วยด้วย!!!! เห็บหมัดบุกบ้าน กำจัดอย่างไรดี


ช่วยด้วย!!!!  เห็บหมัดบุกบ้าน กำจัดอย่างไรดี
4 วิธีธรรมชาติในการกำจัดเห็บหมัด





การกำจัดเห็บหมัดในสุนัขและแมวโดยพึ่งสารเคมีให้น้อยที่สุด
รู้เค้า รู้เรา รบ100ครั้งชนะ100ครั้ง .....ถึงขั้นต้องพลิกกลยุทธ์ซุนวูมากำจัดเห็บหมัดเลยทีเดียว หากเราจะกำจัดเห็บหมัด เราต้องรู้วงจรชีวิตของมันด้วย  ดังนั้นการกำจัดเห็บหมัดให้ได้ผลนั้นต้องกำจัดที่ตัวเห็บหมัด ตัดตอนวงจรชีวิต และควบคุมสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป เพราะหากไม่กำจัดตามสิ่งแวดล้อมแล้ว เห็บพวกนี้ก็จะกระโดดกลับมาอาศัยอยู่บนตัวน้องหมา น้องแมวได้ใหม่ไม่สิ้นสุด แอดมินขอเสนอ 4 กลยุทธ์ในการกำจัดเห็บหมัดที่ชะงักและผ่านการทดลองกับฟาร์มสุนัขมาแล้วหลายปี  ปล.แอดมินหยอดยาปีละครั้งช่วงหน้าฝนเท่านั้น

ขอถาม....เห็บหรือหมัด 1 ตัวมีลูกได้กี่ตัว ?


กลยุทธ์ที่ 1  การดูดฝุ่นทุกวัน และ สเปรย์กำจัด และ ป้องกันการขยายพันธ์ ลดจำนวนปรสิต
หมัด  ภายในบ้านส่วนใหญ่จะพบไข่หมัดมากกว่าถึง 50-95%  พบเป็นหมัดเพียงร้อยละ 5 เท่านั้นที่เป็นตัวหมัด ส่วนอีก 50 เปอร์เซ็นต์มักจะเป็นไข่ของมัน แล้วรู้หรือไม่ว่าหมัดตัวเมียหลังดูดเลือดแล้วสามารถวางไข่ได้มากถึงวันละ 50 ใบบนตัวสัตว์เลี้ยง   หรือบนที่นอนสัตว์เลี้ยง โดยตลอดชีวิตของหมัดตัวเมีย 1 ตัว (2-3 สัปดาห์) ออกลูกได้ถึง 300-500 ใบ  เจ้าหมัดไม่เพียงแต่เป็นพยาธิในสุนัขและแมว แต่ยังรวมถึงกระต่ายหนูแฮมสเตอร์นกและหนูขาว เฉพาะสัตว์เลือดเย็นเท่านั้นเช่นเต่าตุ๊กแกและงูไม่ดึงดูดพวกมัน

เห็บ  ในส่วนของเห็บตัวเมียจะผสมพันธุ์กับเห็บตัวผู้บนตัวสุนัขก่อนลงพื้นแล้วไปหาที่วางไข่ ได้แก่ ที่นอนของสุนัข กำแพง รอยแตกของปูน พื้นบ้าน สนามหญ้า ฯลฯ เช่นกัน โดยเห็บตัวเมีย1 ตัว อยู่ครบวงจรชีวิต (2 เดือน)จะวางไข่เพียงครั้งเดียว (ประมาณ 2,000 ถึง 4,000 ฟอง) โดยใช้เวลาในการวางไข่ประมาณ 10 วัน อาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่าขึ้นอยู่กับอุณหภูมิสภาพอากาศ และสิ่งแวดล้อม โดยไข่เห็บจะฟักตัวตามที่นอนสัตว์เลี้ยง ซอกไม้ ซอกกำแพง 16-90 วัน และออกจากไข่มีชีวิตสืบทอดจนไม่สามารถกำจัดได้หมดสักที 

ดังนั้นการดูดฝุ่นประมาณสัปดาห์ละ 1-7 ครั้ง  เป็นวิธีการที่สามารถนำไข่เห็บหมัดออกไปจากบ้านได้ดี  หลังจากดูดฝุ่นแล้วคุณควรทิ้งถุงดักฝุ่นในเครื่องดูดฝุ่นให้พ้น เพราะไม่เช่นนั้นอาจมีการเพาะตัวเห็บหมัดในเครื่องดูดฝุ่น


          ต่อจากนั้นควรใช้สเปรย์กำจัดเห็บ หมัด ไร และไข่ ที่พื้นบ้าน ซอก  มุมต่างๆ ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยด้วยไบโอชีวภาพ   เพื่อให้สุนัขและสัตว์เลี้ยงปลอดภัย ใช้ได้บ่อยเท่าที่ต้องการ ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการใช้สเปรย์ยา เช่นบางตัวแพ้ยา หรือ ไวต่อยา อาจเกิดอาการทางระบบประสาท เช่นตาบอด เดินเซ น้ำลายยืด คลื่นไส้ อาเจียน ชัก และเสียชีวิตได้

⭐️หมายเหตุ   สเปรย์ยากำจัดเห็บ หมัด ไร และไข่  หากใช้บ่อยเกินไปจะมีพิษสะสมที่ตับ และร่างกายของสัตว์เลี้ยงได้ 


กลยุทธ์ที่ 2 ทำความสะอาดที่นอนสัตว์เลี้ยงบ่อยครั้ง   เป็นการกำจัดเห็บหมัดที่ง่าย ประหยัด และปลอดภัย เคียงคู่กับการดูดฝุ่นและอาบน้ำสัตว์เลี้ยง  แต่หากไม่สามารถทำความความสะอาดที่นอนสุนัข แมว บ่อยครั้งได้ ด้วยปัญหาที่นอนสัตว์เลี้ยงทำความสะอาดยาก  ก็ต้องใช้ยาฆ่าแมลงมาพ่นที่เบาะนอนและสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน  ซึ่งเหล่านี้เป็นสารเคมีมีพิษอาจทำให้สัตว์เลี้ยงได้รับพิษสะสม  ซึ่งจะมีปัญหาต่อสุขภาพในระยะยาวได้ จึงควรใช้อย่างระมัดระวังในปริมาณที่เหมาะสม


 แนะนำที่นอนสัตว์เลี้ยงซักง่าย "หมอนที่นอนสัตว์เลี้ยง " Puppy Love Pet Pillow”  ที่สามารถซักได้ทุกวันด้วยมือหรือเครื่องซักผ้า แห้งง่าย ภายใน 1-3 ชั่วโมง

เพราะปกติแล้วเห็บตัวเมียเมื่อผสมพันธุ์และดูดเลือดอิ่มแล้ว จะลงจากโฮสต์มาวางไข่ตามพื้น ซอกที่นอนมีขน  ซอกพื้น แยกไม้  กำแพง ผ้าม่าน เป็นต้น

กลยุทธ์ที่ 3 ควรอาบน้ำให้กับสัตว์เลี้ยงของคุณบ่อยๆ    ด้วยแชมพูกำจัดเห็บหมัด ที่เหมาะสมกับสภาพขนของสุนัข

   


กลยุทธ์ที่ 4 ขยันหวีขนสัตว์เลี้ยง     เพื่อตรวจเช็คไข่เห็บหมัด ตัวเห็บหมัด หรือ มูล รวมทั้ง สภาพผิวหนัง ถ้ามีแดงเป็นจุดๆ อาจเดาเบื้องต้นได้ว่า สัตว์เลี้ยงของท่านมีการแพ้น้ำลายเห็บหมัด  เน้นย้ำหลังพบไข่ หรือ ตัวเห็บหมัด อย่าบี้ แนะนำให้ใส่ขวดน้ำคอลึก ปิดจุกให้เรียบร้อยแล้วนำไปทิ้ง  (เขย่าขวดตามความแค้นที่กล้ามากัดลูกเรา)


 ต่อจากนั้นควรใช้สเปรย์กำจัดเห็บ หมัด ไร และไข่  บนตัวสุนัข โดยแหวกร่องขนและสเปรย์ลงไป และ ที่พื้นบ้าน ซอก  มุมต่างๆ ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยด้วยไบโอชีวภาพ   เพื่อให้สุนัขและสัตว์เลี้ยงปลอดภัย ใช้ได้บ่อยเท่าที่ต้องการ ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการใช้สเปรย์ยา เช่นบางตัวแพ้ยา หรือ ไวต่อยา อาจเกิดอาการทางระบบประสาท เช่นตาบอด เดินเซ น้ำลายยืด คลื่นไส้ อาเจียน ชัก และเสียชีวิตได้

รู้หรือไม่ว่าเห็บและหมัดนั้นเป็นพาหะของโรคร้ายมากมาย ทั้ง โรคพยาธิเม็ดเลือด อาการแพ้น้ำลายเห็บหมัด โรคพยาธิหนอนหัวใจ และยังบั่นทอนสุขอนามัยสัตว์เลี้ยงและคนภายในบ้าน รวมไปถึงจิตใจคนเลี้ยงอีกด้วย




ป้องกันฮีทสโตรกในสุนัขได้อย่างไร




ป้องกันฮีทสโตรกในสุนัขได้อย่างไร



ขนหนา หน้าสั้น ชั้นไขมันเยอะ


นายแบบ ชื่อ โครเน่ ชิวาวาขนยาว ตัวอวบ แห่งบ้านกู๊ดมอนิ่ง ชิวาวา


ภาวะอุณหภูมิร่างกายสูงในสุนัข คือภาวะที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้นกว่าระดับปกติ โดยทั่วไปแล้วอุณหภูมิร่างกายสุนัขอยู่ที่ประมาณ 103 องศาฟาเรนไฮด์ หรือประมาณ 39 องศาเซลเซียส

ฮีทสโตรกน่ากลัวมั้ย ???
Heat Stroke นั้นถือเป็นภาวะอุณหภูมิร่างกายสูงกว่าปกติชนิดหนึ่ง โดยที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการเป็นไข้ โดยมักเกิดจากการที่สุนัขอยู่ในที่ๆ มีอุณหภูมิสูงเป็นระยะเวลานานๆ โดยเฉพาะสถานที่ที่ปิดทึบและมีอุณหภูมิสูงกว่า 41 องศาเซลเซียส จะดีแดดหรือไม่ก็ได้ มีลักษณะร้อนอบ ร้อนแดด จะทำให้สุนัขมีโอกาสเป็น Heat Stroke ได้ง่าย โดย Heat Stroke ถือว่าเป็นภาวะที่อันตรายมากเพราะจะทำให้อวัยวะหลายอวัยวะล้มเหลวรวมไปถึงเสียชีวิตได้


สุนัขกลุ่มนี้เสี่ยงกว่ากลุ่มอื่นๆ ในสถานการณ์เดียวกัน แต่ไม่ใช่กลุ่มอื่นจะไม่เสี่ยงนะคะ  แต่เสี่ยงน้อยกว่านั้นเอง
สามารถพบได้ในสุนัขพันธุ์ใหญ่ที่ขนยาวได้ง่ายกว่าสุนัขพันธุ์เล็กขนสั้น รวมไปถึงเหล่าสุนัขหน้าสั้น เช่น บูลด็อก หรือปั๊ก เพราะสุนัขพันธุ์นี้จะระบายความร้อนทางด้านการหายใจได้ไม่ดีนั่นเอง

อาการแสดง
  • ·      หอบหายใจ
  • ·      ขาดน้ำ/แห้งน้ำ (dehydration)
  • ·      น้ำลายไหลมาก
  • ·      อุณหภูมิร่างกายเพิ่มขึ้นสูง (สูงกว่า 39 องศาเซลเซียส)
  • ·      เหงือกสีแดงก่ำ
  • ·      ปัสสาวะน้อยหรือแทบไม่ปัสสาวะเลย
  • ·      เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน
  • ·      อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นสูงและหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
  • ·      มีภาวะช็อก
  • ·      อาจเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นหรือหยุดหายใจ
  • ·      มีของเหลวในปอด
  • ·      เกิดภาวะเลือดแข็งตัวทั่วร่างกาย
  • ·      อาเจียนออกมาเป็นเลือด
  • ·      พบเลือดในลำไส้ใหญ่หรือถ่ายอุจจาระออกมาเป็นเลือด
  • ·      เกิดจุดเลือดออกตามผิวหนังทั่วร่างกาย
  • ·      เกิดภาวะอักเสบทั่วร่างกาย
  • ·      อาจพบว่าเซลลืตับตาย
  • ·      ชัก
  • ·      กล้ามเนื้อสั่นกระตุก
  • ·      เดินไม่ตรง หรือเดินโซเซไปมา
  • ·      หมดสติ


เราจะป้องกันฮีทสโตรกได้อย่างไร

การช่วยลดอุณหภูมิร่างกายสุนัขทำได้อยู่หลายวิธี เช่น การใช้แผ่นเจลรองเย็น การเช็ดตัวด้วยผ้าขนหนูชุบน้ำเย็น แล้วเป่าตัวให้แห้งร่วมด้วย อย่าลืมตรวจเช็กอุณหภูมิร่างกายของสุนัข เพราะไม่ควรลดอุณหภูมิร่างกายสุนัขให้ลดลงต่ำกว่า 103 องศาฟาเรนไฮด์
หลักการที่ง่ายที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงฮีทโสตรก คือ ให้สุนัขอยู่ที่ๆ อากาศถ่ายเทสะดวกและไม่ร้อนจนเกินไป ถ้าในช่วงฤดูร้อนที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นสูงมากอย่างในประเทศไทย ควรหาวิธีคลายร้อนให้น้องหมา โดยอาจจะเป็นการเปิดพัดลม นอนแผ่นเจลรองเย็น หรือให้สุนัขอยู่ในห้องแอร์ หรือพาไปกรูมมิ่งขนให้สั้นลง โดยเฉพาะฝ่าเท้า เป็นต้น


แผ่นเจลเย็นรองนอน

แผ่นเจลเย็นรองนอนที่ดี  ต้องมีสภาพเป็นเจลมากกว่าน้ำ  และมีความหนืดในกลิ้ง  หากพบว่ากลิ้งไปมาด้วยความเร็วเท่ากับน้ำ หรือ ใกล้เคียงน้ำ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ข้างในเป็นเจล หรือน้ำเป็นหลักมากกว่ากัน  ถ้าบางบรรจุภัณฑ์จะเปิดให้เห็นเนื้อเจลข้างในจะสามารถมองเห็นเนื้อเจลได้ชัดเจนมากขึ้น   ทำไมต้องเน้นเนื้อเจลมากกว่าน้ำ ???  เพราะ ถ้าเนื้อเจลมากเท่าไหร่ การเก็บอุณหภูมิจะมากขึ้นเท่านั้น  ทำให้ไม่ต้องแช่เย็นบ่อยครั้ง


ลักษณะบรรจุภัณฑ์เจล  มี 2 แบบ คือ ทำจาก PVC (พลาสติก) และ Polyester Nylon  ซึ่ง Polyester Nylon จะแข็งแรงทนทาน อายุการใช้งานยาวนานกว่า PVC และไม่แห้งกรอบ หรือ แตกร้าวได้ง่ายเวลาอยู่ในตู้เย็น (ยกเว้น 3M Cold Hot pack เคาแน่จริงๆ ทนจริง ทนจัง เน้นเจลเน้นๆ ข้นๆ อันนี้ยอมเค้า)
ทั้ง 2 ชนิดทำความสะอาดง่าย เพียงเอาน้ำล้าง หรือ ผ้าเช็ดเท่านั้น  บางรุ่นเป็นรอนลูกคลื่น  สามารถมาปรับใช้เป็นที่นอนลดแรงกดทับให้สัตว์เลี้ยงหรือมนุษย์ที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ เพื่อป้องกันแผลกดทับ  ดีมากๆ เลย  ซึ่งมันดีกว่าแผ่นรองเย็นแบบเรียบแน่นอน  

ขนาดและสีที่มีจำหน่าย

  




S ลายหมี มี  แผ่น 3 แผ่น

ลายแพนด้า มี 9 แผ่น

ลายจิ้งจอกญี่ปุ่น มี 1 แผ่น

ลายเสือ สินค้าหมด




   

โทร. 090-8907733